วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Root คืออะไร? แล้วเราจะ Root ไปทำไมล่ะ

หลังจากกลับบ้านไปช่วงตรุษจีนเพียงไม่กี่วัน กลับมาอีกทีตกใจมากครับ
บล็อคเล็กๆ ของผม จากที่มีคนเข้าชมแค่ร้อยกว่าคน กลับถีบตัวขึ้นหลักพันซะแล้ว!
สงสัย Review ตัวล่าสุดจะเจาะกลุ่มเป้าหมายดีไปหน่อย ก็นะ... ใครเขาจะอยากโชว์ของจีนๆ กันเนอะ

กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า วันนี้เราจะมาดูสิ่งที่อยู่คู่กับการแหกกฎของ Android มาช้านาน นั่นก็คือ Root นั่นเอง
ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่ามันมีประโยชน์อะไรก่อน

ว่ากันตามหลักการ การ Root คือการที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทั่วไป(User) เข้าถึงข้อมูลระบบได้(โดยทั่วไป User จะไม่สามารถเข้าถึงได้) ซึ่งทำให้สามารถเข้าไปแก้ไขไฟล์ระบบ(เพิ่ม-ลด-ดัดแปลง-แก้ไข) ได้ ประโยชน์ตามหลักการก็มีเท่านั้นแหละ - -"

แล้วเราจะ Root ให้ได้อะไรขึ้นมาล่ะ??
ก็ด้วยประโยชน์ที่ทำได้เราแก้ไขอะไรต่างๆ ได้อย่างอิสระ ทำให้เราสามารถปรับแต่งเครื่องให้ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น อย่างที่ผมเคยเจอกันบ่อยๆ ก็คือ

  • Root เพื่อย้ายแอพฯ ลง microSD ไม่ง้อความจำเครื่องน้อยๆ หลัก MB กันแล้ว
  • Root เพื่อลง CWM
  • Root เพื่อ Backup เกมที่เล่นไว้ ปกติแล้วถ้าไม่ Root จะไม่เก็บ Data ไว้ ถ้าลงใหม่ต้องมาเล่นใหม่
  • Root เพื่อดัดแปลง ROM (เช่น เปลี่ยน Boot Animation)
*Root กับแอพฯ เถื่อนไม่เกี่ยวกันนะครับ แค่ไปติ๊กให้ติดตั้งจากไฟล์ .apk ได้ก็ลงได้แล้ว
คุณไม่ต้องมานะมา Jailbreak เหมือน iOS หรอกนา...
แต่การที่เราเข้าไปปรับแต่งระบบได้ ก็จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวัง ควรรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
ขอขู่ไว้นิดๆ ว่าบางทีเราเข้าไปแก้ระบบแล้วเครื่องพัง คุณได้ที่ทับกระดาษเรือนหมื่นโดยไม่รู้ตัวเลยนะครับ

ทีนี้รู้รึยังล่ะว่าทำไมผู้ผลิตทั้งหลายถึงบอกว่า Root เครื่องแล้วหมดประกัน
ก็เขาไม่อยากรับความเสี่ยงที่เกิดจากลูกค้าซนๆ ทั้งหลายนี่ครับ -.-

สำหรับวิธีการ Root แบ่งเป็น 3 แบบหลักๆ
  1. แฟลชผ่านโปรแกรม เช่น Flashtool , Odin
  2. ลงผ่าน Recovery <-- แพร่หลายที่สุด
  3. ใช้โปรแกรมช่วย เช่น Super One Click
วิธีที่ง่ายที่สุดน่าจะเป็นแบบที่ 3 นะ โหลดแอพฯ มา จิ้มคลิกเดียวเสร็จ
แต่มันก็ไม่ได้รองรับ Android ทุกเครื่อง (รองรับแค่บางรุ่น) อันนี้ต้องลองดู
แต่ที่ผมคุ้นเคยที่สุดคือวิธีที่ 2 เพียงเอาไฟล์ใส่ microSD ไว้ แล้วเปิด Recovery Mode ขึ้นมา
แล้วจิ้ม Install from SD card เลือกไฟล์ Root แล้วรอหน่อยก็ Root เรียบร้อยแล้ว!
ส่วนแบบแรกไปหาจากรุ่นนั้นๆ เอาเองนะครับ มันจะมีวิธีการแตกต่างกันนิดหน่อย

เป็นไงบ้างครับ หวังว่าจะรู้แล้วนะครับว่าเราจะ Root กันไปทำไม
แนะนำว่า ใครที่ไม่จำเป็นต้อง Root ก็ไม่อยากให้ทำไว้ครับ ปลอดภัยกว่ากันเยอะ ^^

Update : ถ้าของผมยังไม่หนำใจ ผมไปเจอแบบละเอียดยิบมาครับ
ตามลิงค์ http://2g.pantip.com/cafe/mbk/topic/T13017390/T13017390.html

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิธีเลือกซื้อ Android ทั้ง Smartphone และ Tablet

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่ติดตามชมบล็อคของผม(หรือจะหลงเข้ามาก็ตามแต่)
นี่ก็เป็นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่เด็กๆ ทั้งหลายต่างก็เตรียมตัวสอบกัน
ครับ... ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน แต่มันคิดอะไรไม่ออกนอกจากเรื่องนี้ ก็เลยมาเขียนบล็อคระบายไปพลางๆ :p
ครั้งนี้มาในเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องสำหรับคนที่กำลังหาของใหม่คือ เลือกไม่ถูกว่าจะซื้อรุ่นไหนดี
บางคนอ่านแล้วอาจจะขำ แต่ปัญหานี้ก็เกิดอยู่เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุดดั่งสวรรค์กลั่นแกล้ง
รุ่นนั้นก็สวย รุ่นนี้บาง รุ่นนั้นจอใหญ่ รุ่นโน้นกล้องชัด เลือกไม่ถูก บางคนถึงกับเกิดอาการรักพี่ีเสียดายน้อง จะเหมาหมดอยู่ข้าง

แต่เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งไปเหมามาหมดร้านนะครับ วันนี้เราจะมาช่วยคุณเลือกเอง ตั้งสติดีๆ แล้วคล้อยตามผมมาเลย ^^ ออกตัวก่อนว่าจะพูดถึงเรื่องเลือกมือถือเป็นหลักนะครับ

1. สำรวจความต้องการตัวเอง

ถ้าข้อแรกยังไม่รู้ งานนี้คุณอาจต้องปิดเพจนี้แล้วไปตีหน้างงๆ ใส่ร้านมือถือที่คุณถูกโฉลกล่ะครับ - -*
ตรงนี้สำคัญมากครับ ถ้าอยากได้มือถือตรงใจ แล้วราคาไม่สูงนัก ควรตั้งความหวังไว้ก่อนว่า
"มือถือเครื่องนี้ จะทำอะไรได้บ้าง" ถ้าจะให้เรียบเรียงอีกอย่างก็คือ "ซื้อมาทำอะไร" นั่นแหละ เรื่องเดียวกัน
หลักๆ ก็จะมีดังนี้ครับ
  1. โทร - SMS
  2. ท่องเว็บไซต์
  3. แชท
  4. ทำ Wifi Hotspot ทำเป็นเล่นไป ตอนนี้ราคา Android รุ่นเล็กแทบไม่ต่างกับ Mifi รุ่นใหญ่ๆ แล้ว
  5. ถ่ายรูป
  6. ถ่าย VDO
  7. ฟังเพลง
  8. ดูหนัง - MV
  9. เล่นเกม
  10. ใช้แทน Flash Drive
  11. การเชื่อมต่อ ไม่นับ Wifi เพราะมีใน Android ทุกเครื่องอยู่แล้ว
  12. ดีไซน์
บางข้อก็ดูน่าหมั่นไส้ไปนิดนึง -*- แต่เรื่องนี้นานาจิตตังครับ แต่ละคนมีเหตุผลในการเลือกต่างกัน
ตอนนี้คุณผู้อ่านน่าจะมีแนวของตัวอย่างแล้วนะครับ มาดูส่วนต่อไปกันเลย

2. กำหนดสเปคขั้นต่ำ

ต่อยอดมาจากส่วนแรก โดยที่บางเรื่องจำเป็นต้องมีเกณฑ์ขั้นต่ำตามใจผมตามความเหมาะสมกันหน่อย
ขออนุญาตกำหนดตามประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ
*ส่วนไหนที่ต้องการ CPU ขั้นต่ำ มักจะมีเรื่องของ GPU มาเกี่ยวข้องด้วย แต่ CPU รุ่นที่สูงกว่ามักมากับ GPU รุ่นที่สูงขึ้นเช่นกัน(เช่น CPU 800MHz จะมี GPU ต่ำกว่า CPU 1GHz) จึงไม่ได้ระบุไว้
  • เล่นเกม : ขนาดจอ 3.5" ขึ้นไป เกมพื้นๆ จะไม่เรื่องมากกับ CPU
    แต่ถ้าจะรันเกม 3D (เช่น Subway Surf)อยากให้ดู CPU ที่เป็น Dual-core เป็นหลักครับ
  • ท่องเว็บไซต์ : จอยิ่งใหญ่ยิ่งดีครับ สำหรับผมขอขั้นต่ำที่ 4" กับอีกเรื่องคือต้องรองรับ Flash Player 11
    เพื่อที่จะได้รัน Flash จากหน้าเว็บได้สมบูรณ์เหมือนใช้บนคอมพิวเตอร์ครับ(ถ้ามือถือรุ่นปี 2012 ขึ้นไปน่าจะรองรับหมด)
    อีกเรื่องคือ CPU ขอ 1GHz ขึ้นไปละกัน ถ้าจอใหญ่แต่ CPU ไม่ดี งานนี้มีปัญหาแน่ๆ
  • ถ่ายรูป-VDO : ตอนนี้กล้องมือถือความละเอียดเหยียบ 13MP กันแล้วครับ(ของญี่ปุ่นผมเคยเห็น 16MP ด้วยซ้ำไป) แต่เอาแบบพื้นฐานแค่ 5MP ภาพก็ออกมาค่อนข้างสวยแล้วนะ นับเฉพาะรุ่นใหม่ๆ
    ส่วนกล้องหน้าคงไม่ซีเรียสกันเท่าไร แค่มีใช้ก็พอเนอะ
    กล้อง VDO ตอนนี้รุ่นที่ราคาเกือบหมื่นอัดได้ 720p เยอะ ก็อยากให้เลือก 720p กัน แต่ถ้างบต่ำกว่านี้เลือกความละเอียด 480p ก็ไม่เป็นไรครับ
  • ดูหนัง - MV : ถ้าชอบจัด Full-HD ต้องเลือก CPU 1GHz ขึ้นไปเท่านั้น ใจจริงอยากให้ใช้ Dual-core ด้วยซ้ำ
    ส่วนขนาดหน้าจอ อยากให้ดูที่ 4" ขึ้นไปนะ ไม่งั้นเพ่งกันปวดตาแน่ถ้ารักจะดูหนัง
  • โทร - SMS : เรื่องนี้ไม่มีข้อบังคับอะไร แต่ถ้าคุณได้รุ่นที่มีไมค์ 2 ตัว ก็จะเป็นผลดีกับการสนทนา
    เพราะไมค์ตัวที่ 2 ถูกเรียกว่า "ไมค์ตัดเสียงรบกวน" ทำให้คู่สนทนาของคุณได้ยินเสียงชัดขึ้น และเสียงรบกวนรอบด้านเบาลงมากครับ
*ซื้อมือถือยุุคนี้ อยากให้ดู RAM 512MB และรับ 3G ค่ายที่ต้องการได้นะครับ เพื่อสิ่งดีๆ ในชีวิต

ส่วนที่เหลือคุณต้องศึกษาแล้วกำหนดเองแล้วล่ะครับ
อย่างการฟังเพลง แต่ละคนก็มีระบบเสียงโปรดที่ต่างกัน(จะ xLoud , Beat Audio , Dolby , Dirac ก็แล้วแต่ศรัทธา)
เรื่องการเชื่อมต่อ บางคนแค่จิ้ม USB ได้ก็พอ บางคนจะเอาถึง Wifi Direct
ยิ่งดีไซน์เครื่องยิ่งแล้วใหญ่ คนเราชอบต่างกัน ไปหยิบจับกันเองเถอะ...

ข้อควรระวัง : หากเลือกสเปคสูง ราคาก็จะเพิ่มตามไปด้วย หากคิดว่าเกินงบ ขอให้ลดสเปคบางส่วนลงเพื่อชีวิต(การกิน)ที่ดีกว่า

ปล. ในการเลือกมือถือนั้นจะมี 3 สิ่งหลักๆ ที่ทำให้มือถือแพงขึ้น นั่นก็คือ
  1. CPU ยิ่งแรงยิ่งแพงอยู่แล้วครับ
  2. หน้าจอ ถ้าใหญ่ด้วย จอละเอียดด้วยราคาสูงกว่าแน่นอน
  3. กล้องดิจิตอล อีกหนึ่งจุดขายหลักที่เพิ่มค่าตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี
ปล.2 ฟีเจอร์พิเศษ 3 อย่างที่ค่าตัวมือถือจะเพิ่มจากสเปคปกติ
  1. รองรับ 2SIM ราคาจะเพิ่มประมาณ หนึ่งพันบาท
  2. กันน้ำ-ฝุ่น-กันกระแทก มาพร้อมกันเป็นแพคเกจ ราคาจะเพิ่มประมาณ สองพันบาท
  3. มี QWERTY Keyboard สไลด์อยู่ใต้เครื่อง นี่คือของหรูที่หายากยิ่งในเมืองไทย(จะหิ้วเข้ามาก็ไม่มีภาษาไทยสกรีนอีก ลำบากมาก) ราคาจะเพิ่มประมาณ พันห้าร้อยบาท
    อย่าว่าแต่ QWERTY Slide เลยครับ แต่ QWERTY แบบเบียดที่หน้าจอเอาก็ยังหายากใน Android เลย

สุดท้ายที่ต้องจำกัดกันก็คือ แบรนด์ หรือที่ติดปากกันว่ายี่ห้อนั่นเอง
ตรงนี้รักใครชอบใครก็ติ๊กถูก เกลียดใครก็ขีดฆ่าไว้ จะได้เลือกไม่ยากนัก
แต่ตรงนี้ก็มีเงื่อนไขอีกหลายอย่างที่ควบคุมไม่ได้ เช่น อยากซื้อ Huawei แต่ทั่วทั้งจังหวัดไม่มี Huawei ขาย คิดดีๆ ว่าคุ้มมั้ยที่ต้องถ่อไปซื้อที่อื่น หรืออยากได้ Sony แต่เพื่อนใช้กันแต่ Samsung ต้องแคร์สายตาเพื่อนมั้ย?

มาดูตัวอย่างง่ายๆ ประกอบการตัดสินใจกันดีกว่า


นาย A : รักการถ่ายรูป ชอบเดินทาง แต่ดันขี้เกียจพกกล้องตัวใหญ่ไปด้วย ก็ใช้กล้องมือถือนี่แหละ
ถ่ายมันทุกอย่างตั้งแต่ดอกไม้ ภูเขา ปลั๊กไฟในห้อง ตุ๊กตาในห้าง และพลาดไม่ได้คือสาวสวยตอนพวกเธอเผลอ
งบประมาณ : 12,000 - 18,000 บาท (แพงกว่านี้ไม่ได้ ถูกกว่าก็ไม่ได้เหมือนกัน)
กิจกรรมหลัก(เรียงจากมากไปน้อย) : 1.ถ่ายรูป  2.โทร  3.ฟังเพลง  4.ท่องเว็บไซต์
แบรนด์ : ไม่จำกัด ขอถ่ายมาสวยเป็นพอ
มือถือที่เหมาะสม : Sony Xperia V 16,900.- , Oppo Find5 16,900.-
Oppo Find5 ดันดีกว่า Sony ในระดับราคานี้นิดหน่อยตรงที่ใช้กล้องตัวล่าสุดของ Sony อย่าง Exmor RS
แต่ Xperia V , TX ยังไม่ใช่(ถ้าจะเอาต้องเพิ่มเงินไปซื้อ Xperia Z)
แต่ถ้ารักการท่องเที่ยว แล้วความพิเศษในการกันน้ำ-ฝุ่นของ Xperia V น่าสนใจ ก็อยากให้เลือกตัวนี้ครับ


สาว B : รักการถ่ายรูปเหมือนกัน แต่เธอไม่ใช้กล้องหลัง เธอใช้เป็นแต่กล้องหน้าเอามาถ่ายตัวเอง
และเธอเองก็เป็นสาว Social ที่บ้าแชทแบบสุดๆ ใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไรต้องรู้ให้ได้
งบประมาณ : 8,000 - 12,000 บาท
กิจกรรมหลัก(เรียงจากมากไปน้อย) : 1.ถ่ายรูป(กล้องหน้า)  2.แชท  3.ท่องเว็บไซต์  4.ดูหนัง-MV ทาง Youtube  5.เล่นเกมพื้นๆ
แบรนด์ : ไม่เอา i-mobile , G-Net และ Housebrand อื่นๆ
มือถือที่เหมาะสม : Oppo Find Way 11,900.-
ถ้าจะดูแค่กล้องหน้า ชั่วโมงนี้ไม่มีใครเกิน Oppo Find Way แล้วล่ะครับ ทิ้งห่างจากผู้อื่นอย่างชัดเจน
และไม่ใช่จะดีแค่กล้องหน้า มันก็ตอบสนองการแชท , เล่นเว็บ , ดู Youtube และเล่นเกมได้เป็นอย่างดี
จะติดก็แค่เจ้า Find Way เพิ่งวางขายได้ไม่นาน จะมีเคสสวยๆ น้อยไปหน่อยเท่านั้นเอง รอนิดนึงนะสาวๆ


น้อง C : ขอจอใหญ่ๆ ซื้อมาเล่นเกมอย่างเดียว เรื่องกล้องกับอย่างอื่นไม่สนใจ
งบประมาณ : ไม่เกิน 7,000 บาท
กิจกรรมหลัก(เรียงจากมากไปน้อย) : 1.เล่นเกม
แบรนด์ : ไม่จำกัด เล่นเกมดีก็พอ
มือถือแท็บเล็ตที่เหมาะสม : AMPE A78 ~3,500.- , Ainol Novo10 Hero II ~7,000.-
เลิกมองมือถือ แล้วไปดู Tablet แทนครับ อย่าง AMPE A78 ผมเคยเห็นบางร้านขาย 3,500
ตัวนี้เป็น Android 4.1 CPU Dual-core 1.6GHz แล้ว(GPU ก็แรงเอาเรื่องอยู่) แค่นี้ก็แรงพอจะเล่นเกมได้แล้ว
ทีนี้จะเลือกจอ 7" หรือ 10" หรือจะเอาเป็น Quad-core เลยก็แล้วแต่ ราคานี้ยังมีให้เลือกอีกเยอะ
จะเห็นว่าผมไม่แนะนำเครื่องแบรนด์ เพราะเอามาเล่นเกมอย่างเดียว ใช้ของแบรนด์ไม่คุ้มค่าเงินครับ


คุณ D : ใช้ Android ไม่มาก แค่อยากให้แชทได้ เล่นเกมนิดๆ หน่อยเวลาว่าง ถ่ายรูปบ้าง เล่นเว็บบางเวลา แต่สำคัญคือใช้ฟังเพลง! (แบตอึดหน่อยก็ดีนะ)
งบประมาณ : ไม่เกิน 6,000 บาท
กิจกรรมหลัก(เรียงจากมากไปน้อย) : 1.ฟังเพลง  2.โทร  3.ท่องเว็บไซต์  4.ถ่ายรูป  5.ทำ Wifi Hotspot 
แบรนด์ : ไม่จำกัด
มือถือที่เหมาะสม : Oppo Find Melody 4,990.-
ทำไมเป็น Oppo อีกแล้ว? ถ้าคุณ D เขาใช้ไม่มากซักอย่าง จะเลือก Samsung , LG ก็ได้ครับ
แต่เขาดันชอบฟังเพลง แล้ว Dirac Sound ของ Oppo ก็ดีพอตัวในราคาไม่สูงมาก
สุดท้าย เครื่องสเปคไม่สูง ก็ใช้พลังงานน้อย แบตฯ ก็อยู่นานกว่าเครื่องแรงๆ จึงเลือก Single-core ให้แทน


คุณ E : ไม่รู้ว่าซื้อมาจะใช้อะไรบ้าง แต่อยากได้จอใหญ่ๆ กล้องสวยๆ สเปคแรงๆ รับ 3G ได้ ขอดีที่สุดทุกอย่าง(คนอื่นมีก็อยากมีบ้าง)
งบประมาณ : ไม่เกิน 8,000 บาท
กิจกรรมหลัก(เรียงจากมากไปน้อย) : ยังไม่รู้ ซื้อมาก็รู้เอง
แบรนด์ : Samsung , Sony , hTC
มือถือที่เหมาะสม : เอิ่ม... ของถูกและดีไม่มีในโลกหรอกครับ ราคาสูงก็ได้ผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน
หากคุณเป็นดังตัวอย่างนี้ สิ่งที่คุณทำได้มี 2 อย่างคือ
1. กลับไปทบทวนความต้องการตัวเองดีๆ หากคุณรู้ว่าอยากใช้อะไรแล้วโฟกัสความต้องการตัวเองได้ ค่าเครื่องไม่แพงแน่นอนครับ
2. หากทบทวนแล้ว ก็ยังอยากได้ทุกอย่างอยู่ดี คงต้องเพิ่มงบแล้วล่ะ
Android มีตัวเลือกเยอะ ฟีเจอร์แปลกๆ ก็เยอะ หากต้องการทุกอย่างมารวมในเครื่องเดียว เครื่องนั้นราคาไม่ต่ำแน่ๆ


และนี่ก็เป็นตัวอย่างง่ายๆ ในการเลือก Android ซักเครื่องมาไว้ข้างกาย หวังว่าจะช่วยได้บ้างนะครับ :)

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Review : Galaxy Note II(Clone) ยักษ์ใหญ่ในร่างโคลนนิ่ง

สวัสดีทุกท่านที่หลวมตัวมาอ่านนะครับ รีวิววันนี้รู้สึกจะออกแนวหวาดเสียวไปหน่อย เพราะจากหัวข้อก็บอกแล้วว่ามันไม่ใช่ของแท้ ใช่แล้วครับ... มันคือของ "ก็อปปี้" นั่นเอง แต่จากที่ใช้มาประมาณ 2 สัปดาห์ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ใช้ได้ดีทีเดียว(ถึงจะไม่แท้ก็เถอะ) เหมือนของแท้ขนาดไหน เลื่อนลงมาด้านล่างเลย :)

ส่วนที่ 1 บอกเล่าหน้าตา
เอาตั้งแต่แกะกล่องกันเลย ดูหน้าตากล่องไปในตัว
แกะกล่องมาจะเจอตัวเครื่องขนาดพอดีกล่อง
หยิบเครื่องออก แล้วเปิดฝาอีกชั้นจะพบสายชาร์ต+อแดปเตอร์ชาร์ตไฟบ้าน , หูฟัง แบตเตอรี่ 2 ก้อน พร้อมคู่มือที่ตัวอักษรอังกฤษ แต่ไม่รู้ว่าภาษาอะไร = ="
และมีเคสสีสันแสบตาแถมมาอีก 1 อัน รวมๆ แล้วก็จะได้ของดังภาพ


มาดูตัวเครื่องกันบ้าง...
ด้านหน้า ส่วนล่าง (เรียงจากซ้ายไปขวา)มีปุ่ม Menu , Home , Back โดยปุ่ม Home เป็นปุ่มจริงเพียงปุ่มเดียว ที่เหลือจะเป็นปุ่มสัมผัส
ส่วนบนจะมีลำโพงสนทนา , เซนเซอร์ปรับแสง และกล้องหน้าความละเอียด 2MP และโลโก้ Samsung


อ้อ! ด้านซ้ายของลำโพงสนทนา มีไฟแจ้งเตือน 2 สี(เขียว , แดง) แต่วางได้เนียนมาก ถ้าไฟไม่ขึ้นก็ไม่รู้ว่ามีมันอยู่
สีเขียว คือแบตฯ เต็ม ,  สีแดง คือกำลังชาร์ต หรือแบตฯ ใกล้หมด

ด้านหลัง มีกล้องความละเอียด 8MP พร้อม LED Flash ตรงกลางมีโลโก้ Samsung และด้านล่างเป็นลำโพง

เปิดฝาหลังมาจะพบกับช่องใส่ microSD และ microSIM ส่วนล่างสุดเป็นช่องใส่แบตเตอรี่

ด้านบน มีไมค์ตัดเสียงรบกวน(ไม่รู้ใช้ได้จริงรึเปล่า) และรูหูฟัง 3.5mm


ด้านล่าง มีไมค์ พอร์ต microUSB และกลมๆ ตรงมุมนั้นคือช่องบรรจุ S-Pen

ด้านซ้าย มีเพียงปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง

ด้านขวา แค่ปุ่ม Power เท่านั้น

แน่นอนว่าถ้าเรียกตัวเองว่า "Note" ก็ต้องมี S-Pen รุ่นนี้ก็มีครับ!
ออกมาแล้วๆ

อ้าว! ทำไมหัวทู่แบบนั้นล่ะ...

เอ่อ... คือรุ่นนี้มี S-Pen ก็จริงครับ แต่การใช้งานจริงขอบอกว่า "อย่าคาดหวัง" ดีกว่า เนื่องด้วยหัวปากกาที่อ่อนมาก(อารมณ์เดียวกับขนพู่กันเลย) ใช้จิ้มพอไหว แต่ถ้าใช้เขียนละก็... แป๊บเดียวพังแหงๆ


โดยรวมเหมือนมากครับ ขนาดเครื่องรวมถึงตำแหน่งปุ่มต่างๆ วางได้เนียนขนาดใส่เคสแท้ได้เลย
ว่าแล้วก็เอารูปแบบใส่เคสมาดูกันดีกว่า
เคส TPU (ซื้อเอง ไม่ใช่ของแถม) พอดีทุกรู
เคสฝาพับ ใส่ได้พอดีเหมือนกัน สวยมากซะด้วยสิ


ขยับมาดู UI ของเครื่องกันบ้าง

หน้า Lockscreen (จิ้มแล้วน้ำหยดติ๋งๆ เหมือนของแท้ด้วย)

หน้า Homescreen

หน้า App Drawer
Notification Bar แบบเลื่อนได้

มีโหมดต่างๆ เหมือนของแท้เลย(แต่ Driving ไม่ได้ลองว่าใช้ได้จริงมั้ย)

หน้าการโทร
มีสายเข้า รูปใหญ่มาก

แกลลอรี่ภาพ(แสดง VDO ด้วย)

หน้าการใช้ข้อมูล(จำกัดปริมาณการใช้ได้ด้วย )

UI ของโหมคถ่ายภาพ
UI ของโหมดถ่าย VDO

มีคีย์บอร์ดไทยด้วย(แต่ผมยังเปลี่ยนเป็นอังกฤษไม่เป็นเลย)




ส่วนที่ 2 บอกเล่าสาวสเปค
อย่างแรก มาดูสเปคที่ได้มาจากร้านกันก่อน
OS : Android 4.1.1 (Jellybean)
CPU : MTK6577 Dual-core 1.6GHz *
GPU : PowerVR SGX 531
ROM : 2GB
RAM : 1GB **
Screen : ขนาด 5.5" แบบ IPS ความละเอียด 540x960 (200.2643 ppi)
3G : 850/2100MHz
Connection : Wifi , GPS , Bluetooth (ไม่ทราบมาตรฐาน)
Camara : กล้องหลังความละเอียด 8MP+AF ถ่าย VDO ที่ความละเอียด 720p
                กล้องหน้าความละเอียด 2MP ถ่าย VDO ได้ที่ 480p
Battery : 3,100mAh ***

*คาดว่า CPU ถูก Overclock มาจากโรงงาน เพราะตัว MTK6577 จริงๆ เร็วแค่ 1.0GHz เท่านั้น
**ไม่รู้ว่า 1GHz จริงรึเปล่า เพราะ Antutu แจ้งว่ามี 512MB เท่านั้น
***จากการใช้งานจริง พบว่าแบตหมดเร็วกว่าที่ีคิดไว้ ไม่รู้ว่าตัวแบตเตอรี่ความจุน้อยกว่าที่ระบุไว้(ถ้าจริงน่าจะได้ประมาณซัก 2,500mAh) หรือตัวเครื่องกินแบตเตอรี่สูงกว่าที่ควรจะเป็น

คราวนี้มาดูผลการทดสอบเครื่องจากแอพฯ ต่างๆ กันดีกว่า
- ประเดิมด้วยการวัดประสิทธิภาพเครื่องจาก Antutu กันก่อนเลย
จาก Antutu ได้ออกมา 6,799 ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับราคาเครื่อง(คะแนนเกือบเท่าราคาเครื่องอยู่แล้ว)
แต่เอาเข้าจริงๆ เครื่องแบรนด์ราคาหมื่นต้นๆ ของหลายเจ้าก็ยังได้คะแนนของ Antutu อยู่ที่ 3-4 พันเท่านั้นเอง ตัวนั้นดูคุ้มราคามาก!

มาดูสเปคเครื่องที่ Antutu บอกมากันดีกว่า

แต่โรงงานเขาแสบนะครับ ต้องดู Antutu ตัวที่พี่จีนแกลงมาให้จากโรงงาน สเปคคนละเรื่องเลย
ไงล่ะ เจอ Quad-core จอ HD กับ RAM 16GB งงเลยละสิ - -*

- ต่อมาเป็นการทดสอบ Multitouch ด้วยแอพฯ Multitouch Tester

เครื่องนี้รองรับ Multitouch 5 จุดด้วยกัน ก็มากพอที่จะใช้งานแล้ว


- ค้นหา Sensor ในเครื่องด้วย Android Sensor Box

ไม่ต้องห่วงไป ส่วนที่ไม่มีให้เราๆ ก็ไม่ได้ใช้กันอยู่แล้ว(เทียบกับ Oppo Find3 ของผม เครื่องนี้ขาด Gyroscope Sensor ไปตัวเดียว)





ส่วนที่ 3 บอกเล่าการใช้งานจริง

เปิดตัวมาด้วยปัญหาก่อนเลย นั่นคือเรื่องภาษาไทยที่มีอะไรแปลกๆ ให้เห็นอยู่บ่อยๆ 
เช่น ตัดคำไม่ดี แปลผิด(เช่นตอนล้างเมม คำว่า Format มันดันแปลว่า "รูปแบบ" แทนที่จะแปลว่า "ล้าง")
ตามประสาเครื่องนอกที่พยายามใส่ภาษาไทย ไม่ใช่เครื่องศูนย์ไทยก็อารมณ์นี้
จะเห็นว่าการตัดคำหลายๆ คำไม่ดีนัก ขาดๆ หายๆ
*รู้สึกว่า Galaxy Note II รุ่นนี้จะซิงค์กับ Gmail ไม่ได้นะ ผมพยายามแล้ว T^T
เหมือนจะมีปัญหากับสระอำ(ำ)ด้วย ดูคำแรกดีๆ นะครับ

ฟังเพลง

ลำโพงด้านหลังดังพอสมควร ส่วนเรื่องเสียงอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ดีไม่ห่วย
เปิดคลังเพลงมาก็เจอกับเพลงไทย Ver.ต่างดาวตามปกติ แต่ไม่ต้องห่วง เราแก้ได้ด้วยแอพฯ ID3Fixer ครับ




ข้อดีของเครื่องก็อปอีกอย่างคือ ถ้าเครื่องแท้มีอะไรมันก็ต้องมีด้วยนี่แหละ เจ้านี่ก็เลยมี EQ มาให้ด้วย ^^



ดูหนัง

เปิดไฟล์ 1080p ดูไม่มีอาการกระตุกให้เห็น แต่บางครั้งจะเห็นขอบหยักๆ นิดหน่อย น่าจะเกิดจาก GPU ทำการ Render ไม่ไหวจากความละเอียดจอที่มากเกินตัว GPU จะรับได้(แต่ก็เป็นไม่มากนัก ไม่สังเกตุก็ไม่เห็น)
จุดสังเกตุอีกข้อก็คือ จอดูหม่นๆ ไม่สมกับ IPS เท่าไร(เทียบกับ Oppo Find3 แล้วรู้สึกว่า Find3 สีสวยกว่า)
Full HD ก็เอาอยู่
ลืมบอกไปว่า ตัวก็อปก็ดู VDO พร้อมกับทำอย่างอื่นได้นะครับ
แต่ไม่รู้ว่าเพราะเปิด Full HD รึเปล่า ก็เลยเกิดอาการกระตุกบ้าง ก็แต่แรกมันทำมาเพื่อเครื่อง Quad-core นิ
(ความเห็นส่วนตัว ผมไม่ชอบตรงนี้เลย VDO มันบังแอพฯ ด้านหลัง เกะกะอย่างบอกไม่ถูก)
หาศัพท์ใน Dictionary พร้อมกับดูพี่บี้เต้นไปด้วย ^^

3G&Wifi

ก็ไม่รู้ว่าคนซื้อเครื่องก็อปคนอื่นเขาคิดมากเหมือนกับผมรึเปล่า ถึงดูนู่นดูนี่อยู่ได้
การรับสัญญาณ Wifi ทำได้ไม่ดีนัก หากอยู่ไกลมากๆ สัญญาณจะอ่อนและหลุดบ่อย แต่ถ้าอยู่ไม่ห่างจากตัวกระจายสัญญาณมากหรือสิ่งกีดขวางน้อยก็ใช้งานได้ดี

ส่วนเรื่อง 3G จากการทดสอบสามารถรับ 3G ของ Dtac ได้จริง(จากภาพได้เกือบๆ 5Mbps)
เชื่อว่าความเร็วเท่านี้ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้วล่ะครับ
แถมให้ด้วยเรื่องเกี่ยวกับ 3G อย่าง Wifi Hotspot ก็ทำได้เหมือนกัน
แต่แปลกใจหน่อยๆ ที่มันใช้ได้เฉพาะ Hotspot แต่ดันต่อสายเข้าคอมแบบ Aircard ไม่ได้ = =

เล่นเว็บ

เล่นได้สบายๆ ด้วย CPU กับหน้าจอไซส์บิ๊กเบิ้ม รัน Flash ได้ด้วยนะเออ...
ดูคลิปออนไลน์กันเลยทีเดียว(นี่เว็บอะไรหว่า)

ดู TV ออนไลน์

ขอทดสอบด้วยแอพฯ AIS Live TV ละกัน ก็ลื่นดีนะ...
ปล. ถึงแอพฯ จะชื่อ AIS แต่ก็ไม่ได้จำกัดเครือข่ายนะครับ ผมใช้ Tablet ต่อ Wifi ก็ดูได้เหมือนกัน
ปล.2 ขาละครช่อง 7 ที่จะซื้อมาดูระหว่างอยู่นอกบ้าน ซื้อมาผิดหวังแน่นอน เพราะช่อง 7 เขาไม่ยอมทำ TV Online ครับ ไปดูย้อนหลังกันเองละกัน...

กล้องดิจิตอล

นี่คือจุดที่น่าจับตามองอีกจุดหนึ่ง เพราะมันมีทั้งข้อดี และข้อเสียปนๆ กันไป
กล้องหลังความละเอียด 8MP ด้วยคุณภาพแบบจีนๆ
ตรงนี้เรียกว่าสมราคาครับ ไม่ได้แย่มากนัก แต่ก็ไม่อยากให้คาดหวังว่าจะดีเลิศแบบเครื่องหลักหมื่น
ภาพกลางแจ้ง วันแดดจัด
ถ่ายทะเล
หานางแบบไม่ได้ เอาในภาพละกัน

ภาพในร่ม

ชั้นตุ๊กตาในห้าง

ถ่ายแบบแสงน้อย จะเห็น Noise ค่อนข้างมาก
ทดสอบ Shutter Speed กันจะๆ
อันนี้ White Balance เพี้ยนนะ ผมถ่ายตอนบ่าย ไม่ใช่ตอนเย็น

ภาพนี้สวยครับ :)

ถ่ายใกล้ๆ ก็ยังไหว(ภาพเต็ม ไม่มี Crop)


ไม่ขอลงรูปกล้องหน้านะครับ แต่จากการทดสอบก็ให้ภาพในระดับที่ดี ตามความละเอียด 2MP แบบจีนๆ หากต้องการกล้องคุณภาพดี ไม่ใช่คุณภาพจีน งานนี้อาจต้องดูตัวอื่นแทน = ="

ถ่าย VDO ลองแค่อยากรู้ว่าได้ความละเอียดเท่าไร ไม่ได้ลองมาก ไม่ขอพูดถึงนะครับ

ขอวิจารณ์เรื่องกล้องหน่อย
ข้อดี : ความละเอียด 8MP+AF ที่หาได้ยากในเครื่องราคาไม่ถึงหมื่น และปรับแต่งค่าได้มากเหมือนเครื่องแท้ๆ
ข้อเสีย : เหมือนกล้องมีการปรับแต่งไว้ชดเชยกับเรื่อง Software ที่เกือบเรียกว่า "ห่วย" ได้แล้ว
ผมติหนักมากเรื่อง White Balance ที่ไม่ค่อยดีนัก ต้องคอยปรับด้วย White Balance อยู่ตลอด
กล้องตัวนี้ถ้าจะถ่ายแบบง่ายๆ มักจะได้ภาพไม่สวย ต้องพยายามเลือก White Balance ดีๆ แล้วภาพจะสวยขึ้นอีกเยอะ

ถ่ายแบบดิบๆ (ร้านไฟสีส้ม ถ่ายมาแดงเถือก)
หลังปรับ White Balance ภาพน่าดูขึ้นเยอะ
อ้อ! กล้องที่มากับเครื่องมี Beauty Shot ด้วยนะครับ แต่ถ่ายแล้ว... เอิ่ม...
ซ้าย : ภาพปกติ , ขวา : ถ่ายอีกครั้งด้วย Beauty Shot
จะเห็นว่าเส้นขอบจมูก-แก้ม-คิ้ว-ปาก ดันโดนลบไปด้วย(แทนที่จะลบแค่ริ้วรอย) 
ผมว่าเราไปโหลดแอพฯ กล้องตัวอื่นก็ดีนะ - -* ลองแล้วปัญหา White Balance มันอยู่ที่ Software กล้องส่วนหนึ่ง เปลี่ยนแอพฯ แล้วก็ดีขึ้น


เล่นเกม

ผมเชื่อว่ามีถึง 30% ที่ซื้อเครื่องนี้มาเล่นเกม เพราะสเปค+หน้าจอของมัน
ทว่า... ผมเองไม่ใช่คนชอบเล่นเกม Hardcore นัก ขอพูดเฉพาะเกมที่เคยเล่นละกันนะครับ
Fruit Ninja : ใช้ทดสอบ CPU กับการปาดหน้าจอ พบว่าผลไม้เด้งแบบไม่กระตุกนัก เครื่องตอบสนองต่อการปาดได้ดี เส้นไม่คดมาก และไม่ขาด ผ่าน
My Paper Plane2 : เกมนี้ถูกวางเป็นเกมทดสอบเซนเซอร์เอียงจอมาเป็นเวลาช้านาน
จากการเล่นพบว่าบังคับเครื่องบินได้ดั่งใจ ไม่มีเอียงเองหรือสั่น ผ่าน
Jetpack Joyride : ลื่นดี ไม่มีปัญหาในการตอบสนอง ผ่าน
Subway Surfers : ทดสอบ CPU , GPU และการปาดหน้าจอได้ดีอีกเกม
เล่นได้ลื่นดี เล่นไปซักระยะก็ยังไม่กระตุก(หรือผมเล่นได้ไม่ไกลก็ไม่รู้) ผ่าน
Major Mayhem : สุดยอดเกมกินแบตฯ ที่สุดที่ผมมี(Find3 เล่น 3ชม.แบตฯ หมด)
เกมนี้ก็ยังเล่นได้สบายดี แต่ไม่มีเวลาเล่นจนแบตฯ หมดเหมือน Find3 ก็เลยไม่รู้ว่าอยู่ได้กี่ ชม.
แต่ช่างเถอะ... ให้ ผ่าน ก็แล้วกัน
Cytus : ดันได้ตัวเต็มมาแบบงงๆ นี่เป็นเกมกดปุ่มตามจับหวะเพลงครับ
ถูกใจมากตรงที่จอ 5.5" มันเล่นได้แบบพอดีมือ (4" เล็กเกิน 7" ก็ใหญ่เกิน) มันก็เลย ผ่าน แบบสบายๆ
Pudding Monster : นี่คือเกม Puzzle ครับ เกมนี้มาแปลกตรงที่ว่าบางทีผมดันปาดแล้วไม่ไป แต่ก็เล่นได้นะ แปลกดี...
อะไรนะ? เกม Facebook... ถ้าลง Flash 11.1 ก็เล่นได้บางเกมนะ(แบบกระตุกนิดๆ) แต่หลายเกมก็เล่นไม่ได้เพราะมันดันต้องการ Flash 12 ซึ่ง Android มันตันแค่ 11 เท่านั้น ทำใจยอมรับกันนะครับ
*จากที่เคยทดสอบ Tablet มา พบว่าสเปคขั้นต่ำของเกม Subway ต้องเป็น Dual-core 1.0GHz ขึ้นไป ไม่งั้นกระตุกเกิน
ส่วน Major Mayhem เป็นหนัก ตัวที่เป็น Dual-core 1.0GHz ดันกระตุกนิดหน่อย - -*



คะแนนความพึงพอใจ จากผู้ Review

ประสิทธิภาพ    : 8.5 แรงระดับ Dual-core จริงๆ
การออกแบบ    : 9 เหมือนเครื่องแท้มาก
จอภาพ              : 7.5 ตอบสนองดี แต่สีหม่นไปหน่อย
กล้องและวิดีโอ : 6.5 ตามประสากล้องคุณภาพจีนๆ
ความบันเทิง     : 8.5 จอใหญ่ได้โล่ ดูหนังเล่นเว็บสบาย
การเชื่อมต่อ      : 7.5 3G ก็ได้ Wifi พอไหว
ความคุ้มค่า       : 9 ราคานี้ ซื้อเครื่องอื่นได้เท่านี้มั้ย?
รวมความคุ้มค่า : 80.71%





สรุปการใช้งาน

ข้อดี
- รูปทรงและหน้าตาเหมือนเครื่องแท้ หาเคส+ฟิล์มใส่ง่าย
- สเปคแรงในราคาต่ำ
- หน้าจอใหญ่ แสดงผลเต็มตา
ข้อเสีย
- ซิงค์กับ Gmail ไม่ได้ (ทั้งรายชื่อและปฏิทิน)
- S-Pen ใช้งานจริงไม่ค่อยได้ มีไว้รอวันหายชัดๆ
- จอสีออกหม่นๆ ไม่สดใสแบบที่จอ IPS ควรจะเป็น แม้เปิดจอสว่างที่สุดแล้ว
- ภาษาไทยในเครื่องยังแสดงผลไม่ดีนัก ทั้งเมนูและการตัดคำ

อ้อ! ลืมบอกราคา สำหรับราคาของเจ้า Galaxy Note II(Clone) ที่ผมซื้อมา
ราคาเพียง 6,990.-  เท่านั้น!! (15/01/2556)

สำหรับ Galaxy Note II ตัวนี้ ถือว่าสเปคคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา แม้ตัวเครื่องจะมีจุดติหลายๆ อย่าง แต่หากต้องการสเปคเท่านี้ก็ จุดติทั้งหลายก็คงจะรับกันได้ แถมยังหน้าตาเหมือนตัวท็อปของ Samsung ทำได้หาอุปกรณ์เสริมจำพวกเคสและฟิล์มกันรอยได้ไม่ยากนัก

สำหรับผมมองว่าเครื่องนี้มีเหมาะกับคน 2 ประเภท คือ
1. คนอยากได้ Samsung Galaxy Note II แต่งบไม่ถึง ก็ซื้อตัวนี้ไปใส่เคสได้
2. คนอยากได้มือถือจอใหญ่ สเปคแรง แต่งบไม่ถึง ตัวนี้ก็แรงพอที่จะเล่นเกมหนักๆ ได้

สุดท้าย อยากฝากไว้สำหรับคนที่จะเลือกมือถือไว้ นั่นก็คือ
หากต้องการเลือก Smartphone ซักเครื่องหนึ่ง อยากให้ถามตัวเองก่อนว่า เราต้องการอะไรจากเครื่องนั้นบ้าง แล้วงบที่เรามีนั้นจะซื้อมันได้รึเปล่า ถ้าไม่พอเราจะทำยังไง
จะเก็บเงินเพิ่ม? ซื้อเครื่องมือสอง? ลดความต้องการลง? หรือจะลดตัวไปใช้ของจีนที่เกรดต่ำกว่า?
ตรงนี้อยากให้ตัดสินใจดีๆ ก่อนซื้อนะครับ
สำหรับ Review (โครตยาว) ครั้งนี้ก็ขอจบซะทีลาไปก่อนสวัสดีครับ ^^